วันเสาร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความหมายของอินเทอร์เน็ต

ความหมายของอินเทอร์เน็ต

อินเทอร์เน็ต (Internet) นั้นย่อมาจากคำว่า International network หรือ Inter Connection  network หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าไว้ด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมโยงด้วย TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เดียวกันเป็นข้อกำหนด เพื่อให้เกิดการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนข้อมูลร่วมกัน วิธีการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่ายด้วยโปรโตคอลนี้จะช่วยให้คอมพิวเตอร์ที่มีฮาร์ดแวร์ที่แตกต่างกันสามารถติดต่อถึงกันได้
ความหมายของอินเทอร์เน็ต
การที่มีระบบอินเทอร์เน็ตทำให้เราสามารถเคลื่อนย้ายข่าวสารข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งได้โดยไม่จำกัดระยะทาง ส่งข้อมูลได้หลายรูปแบบ ทั้งข้อความตัวหนังสือ ภาพ และเสียง มีเครื่องคอมพิวเตอร์หลายล้านเครื่องทั่วโลกเชื่อมต่อกับระบบทำให้คนในโลกทุกชาติทุกภาษาสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ อินเทอร์เน็ตอาจเปรียบเสมือนใยแมงมุมขนาดมหึมาที่ครอบคลุมทั่วโลก ซึ่งใยแมงมุมแต่ละเส้นจะนำข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งมาสู่คอมพิวเตอร์อีกเครื่อหนึ่ง โดยในแต่ละจุดที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตนั้นสามารถสื่อสารกันได้หลายเส้นทางโดยไม่มีเส้นทางที่กำหนดตายตัว และไม่จำเป็นต้องไปตามเส้นทางโดยตรง อาจจะผ่านจุดอื่นๆ หรือเลือกไปเส้นทางอื่นได้หลายเส้นทาง การติดต่อสื่อสารผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้น อาจเรียกว่าเป้นการติดต่อสื่อสารแบบไร้มิติ หรือ Cyberspace นั่นเอง

โปรแกรมสแกนไวรัส

โปรแกรมสแกนไวรัส

โปรแกรมสแกนไวรัสมีความสำคัญมากหากท่านคิดว่าข้อมูลในเครื่องท่านมีความสำคัญ เราแนะนำให้ท่านมีสแกนไวรัส ไว้ใช้งานซักตัวไม่ว่าจะเป็นของฟรี หรือซื้อก็ตาม เพราะผู้ที่ไม่หวังดี สร้างไวรัสขึ้นมามากมายทุกวัน ผู้ที่บุกรุกเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากจากท่านมีมากมาย และส่วนมากมักจะมีประสงค์ร้ายและสร้างความเสียหายให้กับระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่านซะด้วย ถึงอย่างไรก็ตามโปรแกรมสแกนไวรัสที่มีความสามารถในการกำจัดไวรัสไม่ควรจะทำให้เครื่องของเราทำงานหนักจนไม่สามารถทำงานอย่างอื่นได้

สุดยอดแห่งสแกนไวรัสปี 2014 หาซื้อได้ในราคาถูก

จากที่มีผู้สนใจถามเข้ามากันมากว่า มีสแกนไวรัสตัวไหนดีๆ และวันนี้เราพร้อมให้บริการ และสำหรับคนที่มีความรู้อยู้บ้างแล้วคงตัดสินใจไม่ยาก ท่านที่กำลังหาสแกนไวรัสที่ดีที่สุดในราคาไม่แพงมาก ตามคำเรียกร้องเรานำสุดยอดแห่งการป้องกันเอามาให้ใช้กันแล้ว ในราคาต่ำกว่าทุน สั่งกันได้เลย (สั่งได้จำนวนมากไม่ได้เพราะของมีน้อย)
โปรแกรมสแกนไวรัส,ไฟร์วอลล์ และสปายแวร์

ทั้งในปัจจุบันโปรแกรมที่ประสงค์ร้ายมีทั้งประเภทมัลแวร์ (malware), เวิร์ม (worm), สปายแวร์ Spyware, ม้าโทรจัน (Trojan) และอื่นอีกมากมาย ซึ่งทั้งหมดนั้น อาจกล่าวได้ว่า เป็นโปรแกรมที่ประสงค์ร้ายไม่ทางตรง ก็ทางอ้อม โดยทั่วไปจะไม่ส่งผลก่อให้เกิดความเสียหายต่อซอฟต์แวร์ แต่จะไม่ส่งผลต่อฮาร์ดแวร์โดยตรง แต่อาจทำให้ฮาร์ดแวร์ทำงานหนักขึ้น
อ้างอิง : http://xn--12c2c4apme2czh3a.com/

ไวรัสคอมพิวเตอร์



ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) ซึ่งเรียกชื่อเลียนแบบ ไวรัส ที่เป็นสิ่งมีชีวิต แต่เป็นคำเรียกแบบย่อของ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ที่มีชุดคำสั่งระบบปฏิบัติการใดๆก็ตามเท่าที่โปรแกรมถูกเขียนขึ้นมาเพื่อการใดการหนึ่งทั้งที่มีประโยชน์ทางการทำงานตามผู้เขียนโปรแกรมนั้นขึ้นมา

ไวรัสคอมพิวเตอร์ ที่บุกรุกเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ใช้ ส่วนมากมักจะมีประสงค์ร้ายและสร้างความเสียหายให้กับระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นๆ

ในเชิงเทคโนโลยีความมั่นคงของระบบคอมพิวเตอร์นั้น ไวรัสเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำสำเนาของตัวเอง เพื่อแพร่ออกไปโดยการสอดแทรกตัวสำเนาไปในรหัสคอมพิวเตอร์ส่วนของข้อมูลเอกสารหรือส่วนที่สามารถปฏิบัติการได้ ดังนั้นไวรัสคอมพิวเตอร์จึงมีพฤติกรรมในลักษณะเดียวกับไวรัสในทางชีววิทยา ซึ่งสามารถแพร่กระจายไปในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตในลักษณะเดียวกันนี้ คำอื่นๆ ที่ใช้กับไวรัสในทางชีววิทยายังขยายขอบข่ายของความหมายครอบคลุมถึงไวรัสในทางคอมพิวเตอร์ เช่น การติดไวรัส (infection) แฟ้มข้อมูลที่ติดไวรัสนี้จะเรียกว่า โฮสต์ (host) ไวรัสนั้นเป็นประเภทหนึ่งของโปรแกรมประเภทมัลแวร์ (malware) หรือโปรแกรมที่มีประสงค์ร้าย ในความหมายที่ใช้กันทั่วไปนั้น ไวรัสยังใช้หมายรวมถึงเวิร์ม (worm) ซึ่งก็เป็นโปรแกรมอีกรูปแบบหนึ่งของมัลแวร์ ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์นั้นสับสนเมื่อคำไวรัสนั้นใช้ในความหมายที่เฉพาะเจาะจง คอมพิวเตอร์ไวรัสนั้นโดยทั่วไปจะไม่ส่งผลก่อให้เกิดความเสียหายต่อฮาร์ดแวร์โดยตรง แต่จะทำความเสียหายต่อซอฟต์แวร์

ในขณะที่ไวรัสโดยทั่วไปนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย (เช่น ทำลายข้อมูล) แต่ก็มีหลายชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย เพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญเท่านั้น ไวรัสบางชนิดนั้นจะมีการตั้งเวลาให้ทำงานเฉพาะตามเงื่อนไข เช่น เมื่อถึงวันที่ที่กำหนด หรือเมื่อทำการขยายตัวได้ถึงระดับหนึ่ง ซึ่งไวรัสเหล่านี้จะเรียกว่า บอมบ์ (bomb) หรือระเบิด ระเบิดเวลาจะทำงานเมื่อถึงวันที่ที่กำหนด ส่วนระเบิดเงื่อนไขนั้นจะทำงานเมื่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีการกระทำเฉพาะซึ่งเป็นตัวจุดชนวน ไม่ว่าจะเป็นไวรัสชนิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่ก็ตาม ก็จะมีผลเสียที่เกิดจากการแพร่ขยายตัวของไวรัสอย่างไร้การควบคุม ซึ่งจะเป็นการบริโภคทรัพยากรคอมพิวเตอร์อย่างไร้ประโยชน์ หรืออาจจะบริโภคไปเป็นจำนวนมาก

ไวรัสคอมพิวเตอร์ (Computer Virus) คือ โปรแกรมชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการสำเนาตัวเองเข้าไปติดอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และถ้ามีโอกาสก็สามารถแทรกเข้าไปติดอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์อื่นๆ ซึ่งอาจเกิดจากการนำเอาแผ่นดิสก์หรือแฟลชไดร์ฟที่ติดไวรัสจากเครื่องหนึ่งไปใช้กับอีกเครื่องหนึ่ง การที่คอมพิวเตอร์ใดติดไวรัส หมายความว่าไวรัสได้เข้าไปผังตัวอยู่ในหน่วยความจำคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเรียบร้อยแล้ว การที่ไวรัสจะเข้าไปอยู่ในหน่วยความจำได้นั้นจะต้องมีการถูกเรียกใช้ให้ทำงาน ซึ่งโดยปกติแล้วผู้ใช้มักจะไม่รู้ตัวเลยว่า ขณะที่ตนเรียกใช้โปรแกรมหรือเปิดไฟล์ใดๆขึ้นมาทำงาน ก็ได้เรียกไวรัสขึ้นมาทำงานด้วย จุดประสงค์การทำงานของไวรัสแต่ละตัวขึ้นอยู่กับผู้เขียนโปรแกรมไวรัสนั้น เช่น อาจสร้างไวรัสให้ไปทำลายโปรแกรมหรือข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือแสดงข้อความวิ่งไปมาบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เป็นต้น

ไวรัส (Virus) เป็นมัลแวร์ (Malware) ชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลกนี้และอยู่มานาน ดังนั้นโดยทั่วไปตามข่าวหรือบทความต่างๆที่ไม่เน้นไปทางวิชาการมากเกินไป หรือเพื่อความง่ายและคุ้นเคยที่จะพูด ก็จะใช้คำว่า Virus แทนคำว่า Malware แต่ถ้าจะคิดถึงความจริงแล้วมันไม่ถูกต้อง อาจจะเป็นเพราะความเคยชินหรืออะไรก็ตาม จึงกลายเป็นว่าคนส่วนใหญ่ใช้คำว่า Virus แทนคำว่า Worm, Trojan, Spyware, Adware เป็นต้น ที่ถูกต้องควรใช้คำว่ามัลแวร์ (Malware) เพราะมัลแวร์มีหลายชนิด แต่ละชนิดก็ไม่เหมือนกัน

ประเภทของไวรัสคอมพิวเตอร์

บูตเซกเตอร์ไวรัส (boot sector virus) คือไวรัสคอมพิวเตอร์ที่แพร่เข้าสู่เป้าหมายในระหว่างเริ่มทำการบูตเครื่อง ส่วนมาก มันจะติดต่อเข้าสู่แผ่นฟลอปปี้ดิสก์ระหว่างกำลังสั่งปิดเครื่อง เมื่อนำแผ่นที่ติดไวรัสนี้ไปใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ ไวรัสก็จะเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ตอนเริ่มทำงานทันที

บูตไวรัสจะติดต่อเข้าไปอยู่ส่วนหัวสุดของฮาร์ดดิสก์ ที่มาสเตอร์บูตเรคคอร์ด (master boot record) และก็จะโหลดตัวเองเข้าไปสู่หน่วยความจำก่อนที่ระบบปฏิบัติการจะเริ่มทำงาน ทำให้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ไฟล์ไวรัส

ไฟล์ไวรัส (file virus) ใช้เรียกไวรัสที่มีการแทรกตามไฟล์ที่นำมาให้บันทึกสู่คอมพิวเตอร์ของผู้ใช้
หนอน

หนอน (Worm) เป็นรูปแบบหนึ่งของไวรัส มีความสามารถในการทำลายระบบในเครื่องคอมพิวเตอร์สูงที่สุดในบรรดาไวรัสทั้ง หมด สามารถกระจายตัวได้รวดเร็ว ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ต ซึ่งสาเหตุที่เรียกว่าหนอนนั้น คงจะเป็นลักษณะของการกระจายและทำลาย ที่คล้ายกับหนอนกินผลไม้ ที่สามารถกระจายตัวได้มากมาย รวดเร็ว และเมื่อยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้น ระดับการทำลายล้างยิ่งเพิ่มมากขึ้น
อื่นๆ

ม้าโทรจัน (Trojan horse) คือโปรแกรมจำพวกหนึ่งที่ถูกออกแบบขึ้นมาเพื่อแอบแฝง กระทำการบางอย่าง ในเครื่องของเรา จากผู้ที่ไม่หวังดี ชื่อเรียกของโปรแกรมจำพวกนี้ มาจากตำนานของม้าไม้แห่งเมืองทรอยนั่นเอง ซึ่งการติดนั้น ไม่เหมือนกับไวรัส และหนอน ที่จะกระจายตัวได้ด้วยตัวมันเอง แต่โทรจัน (คอมพิวเตอร์)จะถูกแนบมากับ อีการ์ด อีเมล หรือโปรแกรมที่มีให้ดาวน์โหลดตามอินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ใต้ดิน และสุดท้ายที่มันต่างกับไวรัสและเวิร์ม คือ มันจะสามารถเข้ามาในเครื่องของเรา โดยที่เราเป็นผู้รับมันมาโดยไม่รู้ตัวนั่นเอง

การศึกษาทางไกล (Distance Learning)



 ความหมาย คือ สื่อการเรียนการสอนทางไกลซึ่งผู้เรียนจะเรียนด้วยตัวเองที่บ้าน โดยไม่ต้องเดินทางไปเรียนยังสถาบันการศึกษา และสมัครเรียนได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นนักเรียนหรือนักศึกษาเท่านั้น
          สาเหตุและปัจจัยสำคัญที่ทำก่อให้เกิดการพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในรูปแบบของ "การศึกษาทางไกล หรือการศึกษาไร้พรมแดน" คือ การพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี การผสมผสานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีโทรคมนาคม ที่ก่อให้เกิดเทคโนโลยีสารสนเทศ และภาวะการขยายตัวอย่างรวดเร็วของประชากร ทำให้สถาบันการศึกษาต่าง ๆ ต้องขยายพื้นที่การจัดการศึกษาเพิ่มมากขึ้น
          การศึกษาทางไกล (Distance Learning) จึงหมายถึงการเรียนการสอนที่ผู้เรียนและผู้สอนอยู่ไกลกัน ใช้วิธีการถ่ายทอดเนื้อหาสาระและประสบการณ์โดยอาศัยสื่อประสมในหลายรูปแบบ ได้แก่ สื่อที่เป็นหนังสือ สื่อทางไปรษณีย์ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ วิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ การประชุมทางไกลด้วยภาพและเสียง (Video Conference) อินเตอร์เน็ต (Internet)และการสอนเสริม เป็นต้น รวมทั้งการใช้ศูนย์บริการการศึกษาเป็นหลัก ช่วยให้ผู้เรียนที่อยู่ต่างถิ่นต่างที่กันสามารถศึกษาหาความรู้ได้
          การศึกษาทางไกล เป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่เกิดขึ้นในสมัยศตวรรษที่ ๒๐ เพื่อสนองความต้องการของสังคมปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมข่าวสาร หรือสังคมของการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม เป็นการเปิดโอกาสทางการศึกษาไปสู่บุคคลกลุ่มต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ทำให้เกิดการศึกษาตลอดชีวิต ที่บุคคลสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่อง
          ความสำคัญของการศึกษาทางไกล
          1. เป็นการเพิ่มทางเลือกในการกระจายโอกาส และยกระดับการศึกษาของผู้เรียน
          2. เป็นตัวการเปลี่ยนแปลงกระบวนวิธีการเรียนรู้และการจัดการศึกษาของสังคมในปัจจุบันและอนาคต
          3. ช่วยสร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพ ขณะเดียวกันก็ช่วยลดอุปสรรคด้านทรัพยากร สถานที่ เวลา และบุคลากร
          4. ช่วยลดภาระของครูทั้งในด้านการเตรียมการ การใช้เวลา และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียน การสอนให้มีคุณภาพ
          5. การเรียนการสอนทางไกลสามารถ "แพร่กระจาย" และ "เข้าถึง" ตัวบุคคลได้อย่างหลากหลายและกว้างขวาง
          องค์ประกอบหลักของการศึกษาทางไกล
         1. ผู้เรียน จะเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนมีอิสระในการกำหนดเวลา สถานที่ และวิธีเรียนของตนเอง โดยสามารถเรียนรู้ได้จากแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น จากการสอนโดยผ่านการสื่อสารทางไกล วีดิทัศน์ที่ผลิตเป็นรายการ วีดิทัศน์ที่บันทึกจากการสอน ตำรา หนังสือ เอกสารประกอบการสอนในรูปของบทเรียนด้วยตนเอง คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต เป็นต้น
         2. ผู้สอน จะเน้นการใช้สื่อการสอนที่มีคุณภาพและีหลากหลายรูปแบบซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง หรือ
เรียนเสริมในภายหลัง เนื่องจากผู้สอนมีโอกาสพบผู้เรียนโดยตรงน้อยมาก คือมีโอกาสพบปะผู้เรียนแบบเผชิญหน้าในตอนแรกและตอนท้ายของภาคเรียน หรือไปสอนเสริมในบางบทเรียนที่พิจารณาเห็นว่ายากต่อการเข้าใจเท่านั้น
         3. การจัดระบบบริหารและบริการ เป็นการจัดโครงสร้างอื่นมาเสริมการสอนทางไกลโดยตรง เช่น อาจมีครูที่ปรึกษาประจำตัว ผู้เรียน มีศูนย์บริการการศึกษาที่ใกล้ตัวผู้เรียน รวมทั้งระบบการผลิตและจัดส่งสื่อให้ผู้เรียนโดยตรงอย่างมีประสิทธิภาพ
         4. การควบคุมคุณภาพ จะจัดทำอย่างเป็นระบบ และดำเนินการอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ โดยเน้นการควบคุมคุณภาพในด้านองค์ประกอบของการสอนทางไกล เช่น ขั้นตอนการวางแผน กระบวนการเรียนการสอน วิธีการประเมินผล และการปรับปรุงกระบวนการ เป็นต้น
         5. การติดต่อระหว่างผู้เรียน ผู้สอน และสถาบันการศึกษา เป็นการติดต่อแบบ ๒ ทาง โดยใช้โทรศัพท์ โทรสาร ไปรษณีย์
อิเล็กทรอนิกส์ หรือจดหมาย เป็นต้น
          ลักษณะของการศึกษาทางไกล 
         1. การเรียน- การสอน การศึกษาทางไกลต้องอาศัยครู และอุปกรณ์การสอนที่สามารถใช้สอนนักเรียนได้มากกว่า ๑ ห้องเรียน และได้ในหลายสถานที่ เช่น วิชาพื้นฐาน ทำให้ไม่ต้องจ้างครูและซื้ออุปกรณ์สำหรับการสอนในวิชาเดียวกันของแต่ละแห่ง และครูสามารถเลือกให้นักเรียนแต่ละแห่งถามคำถามได้ เนื่องจากแต่ละห้องมีขนาดไม่ใหญ่นัก และจำนวนนักเรียนก็มีไม่มากนัก โดยมีอุปกรณ์ช่วยในการโต้ตอบ เช่น ไมโครโฟน กล้องวีดิทัศน์ และจอภาพ เป็นต้น
         2. การถาม - ตอบ หากนักเรียนมีปัญหาข้อสงสัย อาจสามารถถามครูได้โดยผ่านโทรศัพท์ หรือผ่านกล้องโทรศัพท์ หรือผ่านกล้องวิดีทัศน์ในระบบการประชุมทางไกล (Video Conference) ในขณะที่เรียน หรือส่งโทรสาร ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ์ไปถามได้ในภายหลัง หรือครูอาจจะนัดเวลาเป็นการเฉพาะเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนซักถาม การถามตอบในลักษณะนี้ จะทำให้ครูจะมีเวลามากขึ้นในการค้นคว้าเพื่อส่งคำตอบกลับไปให้ทำเรียนในภายหลัง
         3. การประเมินผล ผู้เรียนสามารถส่งการบ้านและการทดสอบได้้ทางไปรษณีย์ โทรสาร หรือไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แต่ทั้งนี้รูปแบบและวิธีการประเมินผลจะต้องได้รับการออกแบบเฉพาะ หรืออาจจะใช้การประเมินผลในรูปแบบปกติในห้องเรียน (ให้ผู้เรียนไปทดสอบ ณ สถานที่ที่จัดไว้ไห้) เพื่อผสมผสานกันไปกับการเรียนทางไกล

อ้างอิง :  http://www.st.ac.th/av/inno_distance.htm

รู้จักกับ "KruTube Channel : ครูไทยยุคไอที สร้างคลิปดีให้เด็กดู

ครูทูป [KruTube] ให้บริการบนเว็บไซต์ ThinkTTT.com โดยบริการครูทูป เป็นแนวคิดของครูไทยยุคไอที ที่อยากสร้างคลิปดีให้เด็กดู ทีมงานไปเจอการอบรมเชิงปฏิบัติการจัดทำสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต "KruTube Channel : ครูไทยยุคไอที สร้างคลิปดีให้เด็กดู เห็นว่าน่าสนใจก็เลยเอามาบอกต่อครับ
Krutube เป็นการจัดทำสื่อการเรียนรู้ออนไลน์ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผ่าน "KruTube Channel : ครูไทยยุคไอที สร้างคลิปดีให้เด็กดู ที่ไม่ใช่แค่ Channel บน Youtube แต่เป็นบริการเลยทีเดียว ผู้สนับสนุนก็คือ สพฐ โดย กลุ่มเผยแพร่และพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยี สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน 

Edmodo คืออะไร?

Edmodo คือ 
เครือข่ายสังคมออนไลน์สำหรับ ครู นักเรียน โรงเรียน หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีระบบรักษาความปลอดภัย สามารถติดต่อสื่อสาร ทำงานร่วมกัน แบ่งปันเนื้อหา สามารถเข้าถึงการบ้าน สมุดเกรด
เป้าหมายสำคัญของ Edmodo คือ
การใช้ประสิทธิภาพของเครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อช่วยให้นักการศึกษาสามารถจัดการห้องเรียนและจัดการนักเรียนทุกคนได้
นักศึกษาจะเริ่มต้นใช้ Edmodo ได้อย่างไร
ก่อนที่นักศึกษาจะสร้างบัญชี Edmodo นั้นนักศึกษาจะต้องมีรหัสที่เรียกว่า Group Code ซึ่งเป็นเลข 6 หลัก จากคุณครู เมื่อนักศึกษามีรหัสดังกล่าวแล้ว จะสามารถเข้าเว็บ Edmodo.com ได้ และคลิกปุ่ม I’m student จากนี้นักศึกษาจะสามารถป้อนรหัส Group Code ที่ครูกำหนดให้ แล้วกรอกข้อมูลการสมัครให้ครบถ้วน แล้วคลิกปุ่ม Sign up
Edmodo มีค่าใช้จ่ายหรือไม่?
คำตอบคือ ไม่มีค่าใช้จ่าย แจกฟรีสำหรับ นักศึกษาครู และสถานศึกษา
ถ้าอยากใช้ Edmodo จะศึกษาคู่มือได้จากที่ไหนบ้าง?
• http://help.edmodo.com/ ซึ่งเป็นคู่มือสำหรับครูและนักศึกษา 
• http://help.edmodo.com/school-district/ สำหรับคู่มือของสถานศึกษา
• http://www.kruthaionline.com
เราจะเริ่มต้นใช้ Edmodo อย่างไร?
เปิดเว็บไซต์ Edmodo.com แล้วคลิกปุ่ม I’m Teacher เพื่อสร้างบัญชี (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) กรอกข้อมูลในแบบฟอร์มให้ครบถ้วน เมื่อสร้างบัญชีเสร็จเรียบร้อยแล้ว ระบบจะนำท่านไปยังหน้าหลักของ Edmodo สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้าง Group ซึ่งจะช่วยให้ครูและนักศึกษาสามารถติดต่อสื่อสารกันได้

คีย์ลัดคีย์ด่วน (Shortcut Key) ของ Windows ?


แนะนำคีย์ลัดคีย์ด่วน (Shortcut Key) ของ Windows ช่วยเราได้มาก เคยใช้กันมั๊ยเอ่ย ???
CTRL+A  ไฮไลต์ไฟล์ หรือข้อความทั้งหมด
CTRL+C  ก๊อปปี้ไฟล์ หรือข้อความที่เลือกไว้
CTRL+X   ตัด (cut) ไฟล์ หรือข้อความที่เลือกไว้
CTRL+V   วาง (paste) ไฟล์ หรือข้อความที่ก๊อปปี้ไว้
CTRL+Z  ยกเลิกการกระทำที่ผ่านมาล่าสุด
ปุ่ม Windows   ถ้าใช้เดี่ยว ๆ จะเป็นการแสดง Start Menu
ปุ่ม Windows + D  ย่อหน้าต่างที่เปิดอยู่ทั้งหมด
ปุ่ม Windows + E   เปิด windows explorer
ปุ่ม Windows + F  เปิด Search for files
ปุ่ม Windows + Ctrl+F เปิด Search for Computer
ปุ่ม Windows + F1 เปิด  Help and Support Center
ปุ่ม Windows + R  เปิดไดอะล็อคบ็อกซ์ RUN
ปุ่ม Windows + break  เปิดไดอะล็อคบ็อกซ์ System Properties
ปุ่ม Windows +shift + M  เรียกคืนหน้าต่างที่ถูกย่อลงไปทั้งหมด
ปุ่ม Windows + tab  สลับไปยังปุ่มต่าง ๆ บน Taskbar
ปุ่ม Windows + U  เปิด Utility Manager

คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) คืออะไร?


CAI ย่อมาจากคำว่า COMPUTER-ASSISTED หรือ AIDED INSTRUCTIONคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในการนำเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมากที่สุดโดยมีเป้าหมายที่สำคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่ จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK) นอกจากนี้ยังเป็นสื่อ ที่สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา

คุณลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
คุณลักษณะที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4 ประการ ได้แก่
1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรียบเรียง ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ หรือได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่ผู้สร้างได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้ การนำเสนออาจเป็นไปในลักษณะทางตรง หรือทางอ้อมก็ได้ ทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทติวเตอร์ เช่นการอ่าน จำ ทำความเข้าใจ ฝึกฝน ตัวอย่าง การนำเสนอในทางอ้อมได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกมและการจำลอง
2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล คือลักษณะสำคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทางการเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นสื่อประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีลักษณะที่ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มากที่สุด
3. การโต้ตอบ (Interaction) คือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการเรียน การสอนรูปแบบที่ดีที่สุดก็คือเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนได้มากที่สุด
4.การให้ผลป้อนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) ผลป้อนกลับหรือการให้คำตอบนี้ถือเป็นการ เสริมแรงอย่างหนึ่ง การให้ผลป้อนกลับแก่ผู้เรียนในทันทีหมายรวมไปถึงการที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สมบูรณ์จะต้องมีการ ทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของผู้เรียนในเนื้อหาหรือทักษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้

ประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI)
1. ช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนอ่อน สามารถใช้เวลานอกเวลาเรียนในการฝึกฝนทักษะ และเพิ่มเติมความรู้ เพื่อปรับปรุงการเรียนของตน
2. ผู้เรียนสามารถนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ในการเรียนด้วยตนเองในเวลา และสถานที่ที่สะดวก
3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถที่จะจูงใจผู้เรียนให้เกิดความกระตือรือร้น สนุกสนานไปกับการเรียน

ข้อพึงระวังของการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน

* ผู้สอนจะต้องมีความพร้อม ความชำนาญในการสอนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
* ผู้สอนควรมีการวางแผน และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้เรียนให้รอบคอบ ก่อนนำคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้อย่างเหมาะสม
* การผลิตคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญมาก หากคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไม่ได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม จะทำให้ผู้เรียนรู้สึกเบื่อหน่ายและไม่ต้องการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนนั้น ๆ
* ผู้ที่สนใจสร้างคอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรที่คำนึงเวลาในการผลิตว่า คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่ได้มาตรฐานนั้นต้องใช้เวลาเท่าไร 

อ้างอิง : http://www.baanmaha.com/community/thread16649.html

Google Apps กับเทคโนโลยีเพื่อการเรียนศตวรรษที่ 21


กูเกิล หนุนยกระดับการศึกษาไทยด้วยเทคโนโลยี "Google Apps for Education" รับมืออุปสรรคจากภัยพิบัติและเหตุไม่คาดฝัน พร้อมเสริมความรู้หลากหลายด้าน ผ่านช่องทางไฮเทค…

จากเหตุภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในอดีต ทำให้บทบาทของเทคโนโลยีทวีความสำคัญมากขึ้น ไม่เพียงแต่ภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญในการใช้เทคโนโลยี แต่ภาคการศึกษาก็ให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยโรงเรียนมัธยมวัดนายโรง ก็ถือเป็นโรงเรียนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบเมื่อครั้งเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ส่งผลให้ทั้งนักเรียนและครูไม่สามารถเดินทางไปโรงเรียนได้ตามปกติ... แต่พวกเขาใช้ระบบการเรียนการสอนแบบเสมือนจริง จากบัญชีกูเกิลของแต่ละคน ผ่านแฮงเอาต์และไดรฟ์เพื่อแบ่งปันเอกสารตำราเรียนกัน ซึ่งในปี 2555 โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง ได้นำ Google Apps เพื่อการศึกษามาใช้กับทุกคนทั้งโรงเรียน

โรงเรียนมัธยมวัดนายโรง กรุงเทพฯ ถือเป็นโรงเรียนตัวอย่างที่ใช้ Google Apps เพื่อนการศึกษาในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยล่าสุด มีสถาบันการศึกษากว่า 500 แห่งทั่วประเทศ ที่ใช้ Google Apps เพื่อขยายโอกาสในการเข้าถึงความรู้และช่องทางการสื่อสารที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งนอกจากการใช้แอพพลิเคชั่นและอุปกรณ์ของครูและนักเรียนที่ยังไม่พอเพียงในปัจจุบัน ก็ยังจำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกต้อง รวมถึงการสนับสนุนและฝึกอบรมรองรับในการใช้งานอีกด้วย โดย กูเกิล ประเทศไทย ทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้พวกเขามีโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกต้อง เพื่อสนับสนุนสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบดิจิตอล รวมถึงการจัดให้มีกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการทางเทคนิคและการให้คำปรึกษา การฝึกอบรมครูอาจารย์เพื่อนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมจัดทำแนวทางร่วมกันกับกระทรวงฯ เพื่อสนับสนุนสถาบันการศึกษาในประเทศไทยให้มีความพร้อมกับระบบคลาวด์

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนไปสู่เครื่องมือการเรียนรู้แบบคลาวด์ จะช่วยสถาบันการศึกษาสามารถประหยัดงบประมาณและรักษาสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ที่สามารถประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละ 3,200,000 บาท จากค่าดูแลเซิร์ฟเวอร์และการพิมพ์เอกสารต่างๆ หลังจากย้ายการทำงานจากระบบเซิร์ฟเวอร์มาเป็น Gmail และ Google ไดรฟ์ ในขณะที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้นำ Google Form มาใช้ซึ่งช่วยให้ได้รับการตอบรับจากนักศึกษาได้ในทันทีแทนที่จะต้องแจกกระดาษแบบสอบถามหลายร้อยแผ่นเพื่อให้นักศึกษากรอกข้อมูลส่งกลับมา

นายสมเกียรติ บุญรอด ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทอย่างยิ่งในชีวิตประจำวัน เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปเทคโนโลยีจึงเข้ามามีบทบาทในการยกระดับการเรียนการสอน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ และฝึกทักษะเด็กๆ ให้มีความพร้อมในการแข่งขัน กระทรวงศึกษาธิการรู้สึกมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่กูเกิลได้เล็งเห็นความสำคัญของการศึกษา มีเครื่องมือและเทคโนโลยีที่ช่วยให้ ครู อาจารย์ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดการข้อมูลการเรียนการสอนได้ดีขึ้น รวมถึงสร้างความพร้อมให้กับนักเรียนไทย ให้มีทักษะพร้อมสำหรับการเข้าสู่ AEC และศตวรรษที่ 21

นายอาทิตย์ อังกานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายสารสนเทศมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดลเป็นสถาบันการศึกษามีอายุยาวนานมากกว่า 100 ปี ซึ่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จำเป็นต้องพัฒนาทักษะของนักศึกษาหลายด้าน ซึ่งถ้ามองเทรนด์เทคโนโลยีสำหรับ Higher education ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา คงหนีไม่พ้นเรื่องของโมบิลิตี้และคลาวด์ คอมพิวติ้ง โดยการเข้าร่วมโครงการ Google Apps for Education ในปีที่ผ่านมา ถือว่าสอดคล้องกับเทรนด์การศึกษาที่เน้นเรื่องโมบิลิตี้และคลาวด์ คอมพิวติ้ง ซึ่งช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนให้อาจารย์และนักศึกษา ให้มีความง่ายและคล่องตัวมากขึ้น ทั้ง Google Drive , Gmail , Google Calendar , Google+ รวมถึงการสร้าง Large classroom interaction ผ่าน Google Form ซึ่งเหมาะสมกับชั้นเรียนขนาดใหญ่ 200-300 คน ซึ่งหากมีการใช้เครื่องมือ เช่น QR code และสมาร์ทโฟนก็จะทำให้นักศึกษาที่อยู่หลังห้องสามารถร่วมกิจกรรมได้สะดวกขึ้น ขณะเดียวกัน ในส่วนของงานบริหารก็มีการนำเครื่องมือของกูเกิล ไปใช้ในการประชุมระดับกรรมการมหาวิทยาลัย โดยจะทำไฟล์เอกสารแบบ Paperlessผ่าน Google Drive และหันมาใช้การประชุมผ่านทาง Google Hangouts เพื่อช่วยลดต้นทุนด้านการเดินทาง

นายสุรพงษ์ งามสม ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมวัดนายโรง กรุงเทพฯ กล่าวว่า ทางโรงเรียนฯ ได้จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (English Program) โดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อในวิชาต่างๆ ยกเว้นวิชาภาษาไทย ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งโรงเรียนเริ่มใช้ Google Apps for Education กับการเรียนการสอนอย่างจริงจังในปี 2555 โดยให้นักเรียน อาจารย์ และบุคลากรใช้อีเมล์ของกูเกิลภายใต้โดเมนของโรงเรียน นอกจากนี้ยังมีนโยบายให้ครูทุกคนมีเว็บไซต์การเรียนการสอนเป็นของตนเอง โดยสร้างจาก Google Site ซึ่งได้ประโยชน์ 2 ส่วน ได้แก่ ให้ครูเป็นผู้สร้างคอนเทนต์ให้กับการศึกษาไทย และนักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ไม่เฉพาะแต่ในห้องเรียน และมีการใส่สื่อภายนอก เช่น YouTube เป็นการเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้

นายมนต์ชัย ปาณธูป ผู้อำนวยการโรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า ปัจจุบันทางโรงเรียนฯ มีนักเรียน 2,965 คน มีครูบุคลากรทางการศึกษาและลูกจ้าง 140 คน ทั้งนี้ โรงเรียนสังกัด สพม.39 มีการจัดระบบการใช้ Google Apps for Education ในสถานศึกษา ได้แก่ โรงเรียนอุตรดิตถ์ดรุณี, โรงเรียนเตรียมอุดมน้อมเกล้า อุตรดิตถ์, โรงเรียนจ่านกร้อง, โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม และโรงเรียนเฉลิมขวัญสตรี เพื่อประสานงานระหว่างครูกับนักเรียนและบุคลากรในสถานศึกษากับการทำงานระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียน ทำให้ได้ผลสำเร็จ คือ นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ มีการทำงานที่คล่องตัวยิ่งขึ้นจากการทำงานร่วมกัน และยังได้รับฟังความคิดเห็นทั้งจากครูที่ปรึกษารวมถึงเพื่อน ซึ่งทักษะที่เกิดขึ้นนั้นไม่ใช่เพียงงานด้านวิชาการ แต่เป็นทางด้าน EQ ทั้งยังเป็นการรับฟังความคิดเห็นระหว่างกันและเป็นการพัฒนาความฉลาดทางด้านอารมณ์” (Emotional Intelligence) ซึ่งเด็กอาจจะไม่ได้มีโอกาสในเรียนรู้ หากเป็นลักษณะการเรียนหรือการทำงานแบบเก่าที่เน้นการทำงานคนเดียว

นางสาวเสาวนีย์ จำเริญวงศ์ อาจารย์โรงเรียนสุรธรรมพิทักษ์ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ก่อนหน้านี้โรงเรียนมีการเรียนการสอนที่นักเรียนต้องรอเรียนเฉพาะวันที่มีคาบเรียน แต่ปัจจุบันสามารถศึกษาก่อนและหลังเข้าเรียนได้ ซึ่งเนื้อหาที่นำมาสอนส่วนใหญ่จะมาจากเว็บไซต์การเรียนที่ครูแต่ละท่านสร้างไว้ โดยจะมีทั้งจากสื่อที่ครูสร้างเอง และสื่อจากภายนอก เช่น YouTube โดยหลังจากเริ่มใช้ Google Apps for Education ในปี 2556 จากการสร้างบทเรียนบน Google Site และทำงานผ่านทาง Google Drive พบว่าทำให้เด็กมีส่วนร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนและอาจารย์ ทำงานเสร็จเร็วขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถรับรู้ได้เร็วยิ่งขึ้นเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่เป็นสิ่งที่เด็กสนใจอยู่แล้ว ในส่วนของครูก็สามารถตรวจงานได้เร็วขึ้น สามารถให้คอมเมนต์เด็กนักเรียนได้ทันที ทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ครูก็สามารถประหยัดเวลา จัดระเบียบการเรียนการสอน และปรับปรุงการสื่อสารกับนักเรียนได้ดีขึ้นกว่าเดิม

อ้างอิง : www.thairath.co.th/content/448204

การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในทัศนะของข้าพเจ้า

   
ในศตวรรษที่ 21 นั้นมีอะไรหลายๆ อย่างเปลี่ยนแปลงไปมากมาย โดยเฉพาะเทคโนโลยี่ที่ก้าวหน้ากว่าสมัยก่อนมาก ดังนั้นการเรียนรู้จึกต้องมีการปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในความคิดของข้าพเจ้านั้นก็คงจะเป็นการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ใช้คอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ที่ทันสมัยมาใช้ในการเรียนการสอน เช่นการเรียนทางไกลผ่านวิดีโอ การเรียนผ่านโปรแกรมที่ทำการสอนแทนครูอาจารย์ แต่ยังไงการเรียนโดยตรงผ่านครูอาจารย์ก็ยังสำคัญและจำเป็น เพราะว่าอุกรณ์ไฮเทคต่างๆก็ไม่สามารถตอบสนองเราได้ดีเท่ากับคนจริงๆ ที่เราจะสามารถถามอะไรที่ไม่เข้าใจได้

ส่วนการศึกษาในศตวรรษที่ 21 นั้นครูจะต้องปรับแนวทางการเรียนการสอน (pedagogy) โดยครูจะต้องทำให้เด็กรักที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีเป้าหมายในการสอนที่จะทำให้เด็กมีทักษะชีวิต ทักษะการคิด และทักษะด้านไอที ซึ่งไอทีในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ใช้คอมพิวเตอร์เป็นหรือใช้ไอแพดเป็น แต่หมายถึงการที่เด็กรู้ว่า เมื่อเขาอยากรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งเขาจะไปตามหาข้อมูล (data) เหล่านั้นได้ที่ไหน และเมื่อได้ข้อมูลมาเด็กต้องวิเคราะห์ได้ว่าข้อมูลเหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด และสามารถแปลงข้อมูลเป็นความรู้ (knowledge) ได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องเกิดจากการฝึกฝน ครูจะต้องให้เด็กได้มีโอกาสทดลองด้วยตนเอง